อาทิตย์ติดข่าว

ตลาดรถยนต์มือสองอ่วมยอดซื้อวูบ 40%

หลังธนาคารแห่งประเทศไทย เผยเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจดับลงทุกตัว โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบหนักสุด ไม่เพียงผู้ประกอบการรถยนต์ป้ายแดงที่ยอดซื้อหาย กำไรหด หนักกว่านั้นคือผู้ประกอบการรถมือสอง ที่ตอนนี้ยอมกัดฟันลดราคาขายต่ำกว่าทุนถึง 25% เพื่อระบายรถในสต๊อก เรียกได้ว่าอ่วมกันถ้วนหน้า

พิษโควิด-19 ไม่ได้พ่นพิษเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ รถใหม่ป้ายแดง แม้จะได้ยินได้ฟังว่าหลายต่อหลายค่ายรถยนต์ถึงขั้นประกาศปิดกิจการ หรือชะลอกำลังการผลิตไปแล้ว กลุ่มตลาดรถยนต์มือสอง ต่างต้องเผชิญกับวิกฤตหนักครั้งนี้ไม่แพ้กัน 2-3 เดือนที่ผ่านมา เต็นท์รถหลายแห่งทนแบกรับภาระไม่ไหว ต่างทยอยปิดกิจการ

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ แตกต่างจากที่ผ่านมามาก ซึ่งปกติเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี จะกระทบหนักกับยอดขายรถยนต์ใหม่ ซึ่งกลุ่มเต๊นท์รถมือสองจะได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บางครั้งกลายเป็นโอกาสดี เพราะคนเบนเข็มหันมาสนใจรถยนต์ราคาถูกมากขึ้น แต่วิกฤตโควิด-19 กลับทำให้ยอดขายรถยนต์มือสองมีแต่ถอยหลัง ยอดขายหายไปแล้วกว่า 40% เรียกได้ว่า ธุรกิจชะลอจนเกือบหยุดชะงัก มีรถยนต์เหลือค้างในสต๊อกมีเป็นจำนวนมาก เพราะสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่เพียงจะทำให้ประชาชนตัดสินใจซื้อรถยนต์น้อยลง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน เพราะปัจจุบัน 90% ลูกค้าใช้บริการไฟแนนซ์ ส่วนที่ซื้อเป็นเงินสด มีสัดส่วนเพียง 10% เท่านั้น ลูกค้าบางรายอยากได้รถยนต์ใช้งาน มีการตกลงราคากันเรียบร้อย แต่ไฟแนนซ์กลับไม่อนุมัติ ถึงขั้นผู้ประกอบการต้องยอมเฉือนเนื้อ ลดราคาขอเพียงได้ระบายสต็อก พอมีเงินหมุนเวียนเสริมสภาพคล่องและใช้หนี้บ้าง

สำหรับราคารถยนต์มือ 2 ตอนนี้ถือว่าตํ่าที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา มีการปรับราคาลงเฉลี่ยกว่า 30-40% รวมหลายหมื่นบาท สูงสุดถึงหลักแสนบาท จึงถือเป็นช่วงโอกาสทองของผู้ที่ต้องการซื้อรถยนต์มือสองไปไว้ใช้งาน คาดว่าหากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเมื่อไหร่ จะไม่ได้เห็นราคารถมือสองที่ตํ่าขนาดนี้แน่นอน

หรือหลายคนอาจจะบอกว่า เดี๋ยวรออีกสักนิด เพราะเห็นแว่ว ๆ ว่า จะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ 50% อันนี้ล่าสุด เคาะสรุปออกมาแล้ว โดยอธิบดีกรมสรรพสามิต ออกมายืนยันด้วยตนเองว่าจะไม่ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ลงแน่นอน เนื่องจากมองว่าการลดภาษีไม่ได้ช่วยให้ราคาขายรถยนต์ลดลงได้มากนัก เช่น รถกระบะ รุ่นมาตรฐาน ราคาจะลดลงเพียง คันละ 2,000 บาท หากเป็นรถซิตี้ คาร์ ก็ถูกลงราว 30,000 บาทต่อคัน โดยหลังภาคเอกชนมีข้อเสนอออกมา ปรากฎว่าการซื้อขายรถยนต์ใหม่และรถยนต์มือสอง กลับหยุดชะงักรอความชัดเจน จนกลไกตลาดสะดุด

ท่านอธิบดีกรมสรรพสามิต พูดชัดเจนเลยว่าราคาแบบนี้ ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ การตัดสินใจจับจ่ายเงินก้อน หรือก่อหนี้เพิ่ม ก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย ไปฟังเสียงประชาชนกันสักนิด

ก็มีหลากหลายความคิดเห็น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องวางแผนการเงินในกระเป๋าให้ดี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผลกระทบในภายหลัง กลายเป็นต้องแบกหนี้ไว้ แต่ถ้าหากมีกำลังซื้อ และมีความจำเป็นต้องใช้รถยนต์จริง ๆ ก็ถือเป็นช่วงโอกาสดีในการพิจารณาตัดสินใจ