สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

รายงานพิเศษ : จับสาวประเภทสองอดีตเท้าแชร์ หลอกขายหน้ากากอนามัย

เป็นคำบอกเล่าจากผู้เสียหาย ที่สั่งซื้อหน้ากากอนามัย 3 ชั้น ที่ใช้ทางการแพทย์จากผู้ต้องหา จำนวน 30,000 ชิ้น และโอนเงินมัดจำ 20% จำนวน 48,000 บาท ไปให้ผู้ต้องหาเมื่อเดือนที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่ได้สินค้า ซ้ำผู้ต้องหายังโทรไปขอหลับนอนกับแฟนผู้เสียหายด้วย ผู้เสียหายจึงกะซ้อนแผน ให้ตำรวจไปจับกุม แต่เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ฉุกละหุก ผู้ต้องหาจึงหลบหนีไปได้ก่อน

สุดท้ายผู้ต้องหารายนี้ก็หนีไม่รอด ไปโดนจับกุมได้ที่บ้านพักในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดนนทบุรี แต่จากการตรวจค้น ก็ไม่พบมีหน้ากากอนามัยจำนวนมาก เหมือนที่อ้างกับผู้เสียหายว่ามีสินค้าพร้อมจำหน่าย ซึ่งตำรวจก็ได้ยึดหลักฐานอื่นๆ รวมไปถึงเอกสารธุรกรรมทางการเงินกลับไปตรวจสอบ

สำหรับผู้ต้องหารายนี้ ก็คือ นายพายุทัศ พองภู่ ซึ่งเป็นสาวประเภทสอง ที่พบว่ามีประวัติก่อเหตุฉ้อโกงผู้อื่นมาแล้วหลายคดี ซึ่งจากการสอบสวน พบว่ามีผู้เสียหายถูกหลอกโอนเงินเป็นค่าสั่งซื้อหน้ากากอนามัยรวมกว่า 20 คน เสียหายไปกว่า 500,000 – 600,000 บาท

ซึ่งพฤติการณ์ก่อเหตุของผู้ต้องหา ตำรวจพบว่า จะเริ่มจากการเปิดเพจเฟซบุ๊กให้กู้ยืมเงิน และเพจรับจัดหางาน เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายกลุ่มหนึ่ง ไปเปิดบัญชีธนาคาร หรือทำบัญชีออนไลน์ จากนั้น ก็เปิดเพจเฟซบุ๊กอีกอย่างน้อย 3 เพจ โพสต์ขายหน้ากากอนามัย โดยนำรูปภาพหน้ากากอนามัยของผู้อื่นมาใช้แอบอ้าง ขายในราคาอันละ 9 บาท กล่องละ 450 บาท ซึ่งจากการตรวจสอบความเคลื่อนไหวในบัญชีธนาคารของผู้ต้องหา พบว่า ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด-19 เพียง 2 เดือนมานี้ มีเงินหมุนเวียนในบัญชี 2,000,000 – 3,000,000 บาท

ขณะที่ผู้ต้องหาก็อ้างว่าเป็นเพียงแอดมินเพจเฟซบุ๊กที่รับจ้างดูแลให้ผู้อื่นเท่านั้น แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลชัดเจนว่าผู้ต้องหาก่อเหตุจริง และจากการตรวจสอบประวัติ พบว่า เมื่อปีที่แล้วผู้ต้องหายังถูกจับกุมในคดีหลอกลวงผู้เสียหายหลายรายให้ร่วมลงทุนเล่นแชร์ออนไลน์ รวมความเสียหายกว่า 1,000,000 บาท ในพื้นที่ สน.บางขุนเทียน ซึ่งทีมข่าว 7HD ยังเคยได้นำเสนอข่าวเรื่องนี้ไปแล้วด้วย

คดีนี้ตำรวจเชื่อว่ายังมีผู้เสียหายอีกเป็นจำนวนมาก และพฤติการณ์ก่อเหตุ ก็ไม่ได้มีแค่หลอกขายหน้ากากอนามัยเพียงอย่างเดียว เพราะเท่าที่มีข้อมูลพบว่ายังเคยหลอกขายเครื่องวัดอุณหภูมิด้วย จึงต้องประชาสัมพันธ์ไปถึงผู้เสียหายที่เคยสั่งซื้อสินค้าแล้วไม่ได้รับของ ให้ไปตรวจสอบกับ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อจะเร่งดำเนินการตามกฎหมายต่อไป