สนามข่าว เสาร์-อาทิตย์

จบศึกซักฟอกการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ด้านฝ่ายค้าน เพื่อไทย-อนาคตใหม่ มีปมคาใจ

ความไม่เข้าใจกันที่ว่า ก็คือ สส. จากอดีตพรรคอนาคตใหม่ ออกมาระบุว่า พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน อภิปรายกินเวลาจนหมด ทั้งที่ยังไม่ได้อภิปราย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณรองนายกรัฐมนตรี และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการการทรวงมหาดไทย  ซึ่งไม่แฟร์ ทั้งๆ ที่ยังเหลือคนอภิปราย และข้อมูลอีกมาก โดยเมื่อคืนก็ยกขบวน สส.ที่เหลือไปถอดบทเรียนรวมถึงการวางอนาคตการเมืองกับพรรคใหม่ที่จะไปสังกัดร่วมกันถึงต่างจังหวัด

ขณะที่ฝั่งพรรคเพื่อไทย ประท้วง ด้วยการไม่เข้าร่วมประชุมเพื่อลงมติ และไม่ส่งตัวแทนเข้ากล่าวสรุปญัตติ พร้อมด้วยคำกล่าวหาว่า รัฐบาลปิดปาก ฝ่ายค้าน แต่เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นสงครามเล็กๆ ระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเท่านั้น ยังกลายเป็นปมคาใจระหว่างพรรคเพื่อไทยกับอนาคตใหม่ และยังมีคำถามไปยังพรรคเพื่อไทยด้วยว่าเป็น มวยล้ม ต้มคนดูหรือไม่ เพราะอาจมีดีลลับกับพลเอกประวิตร ตามที่มีกระแสข่าวมาก่อนหน้านี้

จน พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อาสาเป็นตัวกลางประสานรอยร้าวนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ต้องรอดูหลังงานเลี้ยงพรรคร่วมฝ่ายค้านในวันที่ 4 มีนาคมนี้ ว่าจะเคลียร์ใจกันอย่างไร

ส่วนการลงมติ คนที่ใจไม่จะสู้ดีนัก ก็คือ ร้อยตำรวจเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้คะแนนไว้วางใจต่ำที่สุด เพราะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ 17 คน เห็นว่ายังชี้แจงไม่เคลียร์ แต่จำต้องโหวตตามมติพรรค โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.ตรัง นำทีมแถลง เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนเพราะความมั่นคงของรัฐบาลไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภาเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของประชาชนด้วย

โดยหลังจากปิดประชุมแล้ว นายกรัฐมนตรีขอบคุณสมาชิกที่ร่วมลงมติไว้วางใจ และน้อมรับคำแนะนำของฝ่ายค้าน ไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น แต่ยืนยันว่าจะยังไม่ปรับ ครม. ตอนนี้ อย่างแน่นอน เพราะรัฐมนตรียังสามารถทำงานได้ดี

แต่ก็ใช่ว่า ผ่านศึกซักฟอกไปแล้ว รัฐบาลจะหายใจได้คล่องขึ้น เพราะว่านอกสภายังมีความเคลื่อนไหวของแฟลชม็อบที่เกิดขึ้นรายวัน เมื่อวานเพียงวันเดียว 9 โรงเรียน พร้อมกับ ติดแฮ็ทแทคด้วยประโยคในเชิงต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ และประเด็นต่อเนื่องกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจนอกสภา ของแกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ เรื่องนี้ ทั้งนายกรัฐมนตรี และ พลเอกประวิตร มั่นใจว่าเหตุการณ์ จะไม่ลุกลาม บานปลาย จนเกิดความเหตุรุนแรงขึ้น