เจาะประเด็นข่าวค่ำ

ตรวจแล้ว 97 รายใกล้ชิด ปู่-ย่าและหลานชาย 8 ขวบ ไม่พบติดเชื้อโควิด-19

กระทรวงสาธารณสุขแถลงความคืบหน้าสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ถึงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มีผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อที่ยังรักษาในโรงพยาบาลทั้งหมด 13 ราย ล่าสุดมีผู้ป่วยรักษาหายเพิ่มอีก 3 ราย จากโรงพยาบาลบำราศนราดูรและโรงพยาบาลราชวิถี เป็นชายชาวจีนอายุ 63 ปี หญิงชาวจีนอายุ 33 ปี และชายไทยอายุ 49 ปี ทั้งหมดติดเชื้อมาจากต่างประเทศ ขณะนี้รวมที่หายและกลับบ้านได้ 27 ราย ยอดผู้ป่วยสะสมในไทยจนถึงวันนี้ยังคงเป็น 40 ราย

ส่วนผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค ต้องเฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 2,064 ราย คัดกรองจากด่าน 76 ราย ส่วนที่เหลือมารักษาที่โรงพยาบาลเอง ส่วนใหญ่พบว่าเป็นไข้หวัดตามฤดูกาล

สำหรับกรณีชายไทยอายุ 65 ปี และหญิงไทยอายุ 62 ปี ปู่ย่า ที่ติดเชื้อหลังไปเที่ยวกับทัวร์ ที่เมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น แล้วปู่แพร่เชื้อต่อให้กับหลานชายอายุ 8 ขวบที่บ้าน ทั้ง 3 คนยังอยู่ระหว่างการรักษา ส่วนผู้สัมผัสที่เกี่ยวข้องทั้งคนในครอบครัว คนในกรุ๊ปทัวร์ ฮอกไกโด เพื่อนและครูที่โรงเรียนของเด็กชาย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชน

กรมควบคุมโรค ติดตามมาสอบสวนโรคได้ครบ 101 คน เข้ารับการตรวจพบว่า 97 คนไม่ติดเชื้อ ส่วนอีก 4 คน ยังรอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ จึงถือว่ายังเป็นการติดเชื้อในวงจำกัด

ส่วนในกรณีคนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงบ้านพักหรือโรงเรียนของผู้ป่วยทั้ง 3 คนนี้ เช่นในพื้นที่ดอนเมือง หรือความกังวลของคนในจังหวัดระยอง ที่ทราบว่ามีผู้เดินทางกลับมาพร้อมเที่ยวบินเดียวกับปู่ย่าที่ป่วย กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าจากวิธีการแพร่ระบาดเชื้อ ขอให้มั่นใจว่าคนในพื้นที่ไม่สามารถติดได้ง่ายๆ เทียบจากคนในครอบครัวปู่ย่า ที่มีเพียงหลานชายอายุ 8 ขวบ ติดเชื้อ 1 คนเท่านั้น

ส่วนคนไทย 8 คน ที่ติดเชื้อในเรือ Diamond Princess 1 คนเป็นนักท่องเที่ยว ส่วนอีก 7 คน เป็นลูกเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างเข้ารับการรักษาที่ประเทศญี่ปุ่น เมื่อหายป่วยดูอาการแล้ว 14 วันก็สามารถกลับไทยได้ แต่หลังจากนี้ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์ด้วย เนื่องจากในเรือยังคงพบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับกรณีที่ขณะนี้มีประชาชนบางส่วนที่ไม่มีอาการป่วยและไม่ได้ใกล้ชิดผู้ป่วยโรคโควิด-19 พากันเข้ารับการตรวจหาเชื้อ ยืนยันว่าแม้จะเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง หากไม่ได้มีอาการไข้ ไอ จาม หรืออาการป่วยลักษณะหวัด ก็ไม่ต้องเข้ารับการตรวจ เพื่อลดภาระของแพทย์และลดความเสี่ยงในการมาที่โรงพยาบาลด้วย ให้ใช้การกักกันตัวเองหรือสังเกตอาการ 14 วัน

ส่วนเรื่องความผิดผู้ที่ปกปิดอาการหรือประวัติการเดินทาง ขณะนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ลงนามประกาศให้โรคโควิด -19 เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ตาม พ.ร.บ. โรคติดต่อ ซึ่งจะมีผลให้ประชาชนและองค์กรต่างๆ เช่นโรงแรม หรือสถานพยาบาล มีหน้าที่ในการแจ้งหากพบผู้ที่ต้องสงสัย

รวมถึงผู้ที่เดินทางกลับมาจากพื้นที่เสี่ยง ต้องให้ข้อมูลที่จำเป็นกับแพทย์ หากไม่แจ้งมีโทษปรับ 20,000 บาท แต่ขณะนี้ยังต้องรอการประกาศใช้กฎหมายในราชกิจจานุเบกษา โดยเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าพนักงานสามารถมีคำสั่งให้กระทำได้ ในประกาศจะแบ่งเป็น 1. กลุ่มแยกกัก คือผู้ป่วยที่รักษาตัวในห้องแยก 2. กลุ่มกักกัน คือผู้ที่ยังไม่ป่วยแต่มีโอกาสได้รับเชื้อ เช่น คนในครอบครัวผู้ป่วย ซึ่งสามารถกักกันทั้งที่บ้านหรือโรงพยาบาล จนครบ 14 วันก็ใช้ชีวิตได้ตามปกติ และ 3. กลุ่มคุมไว้สังเกตอาการ คือ บุคคลที่สัมผัสแต่ไม่ใกล้ชิด เช่น บนเครื่องบินลำเดียวกับปู่ย่า คนที่นั่งห่างจาก 2 แถวหน้าหลังของผู้ป่วย ถือว่าความเสี่ยงต่ำ ให้สังเกตอาการตัวเอง

โรคนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากระบาดง่าย แต่อัตราเสียชีวิตมีราวร้อยละ 3 จึงขออย่าให้ประชาชนตื่นตระหนกและร่วมมือเข้ารับการตรวจรักษาโดยกระทรวงสาธารณสุขซึ่งไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ