ข่าวดึก 7HD

คุม สมคิด ฆาตกรต่อเนื่องทำแผนฯ จ.ขอนแก่น

โดยตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ ชาวบ้านที่ตำบลหนองโก อำเภอกระนวน จังหวัดขอนแก่น พากันไปที่บ้านของ นางรัศมี มุลิจันทร์ ที่ถูก นายสมคิด พุ่มพวง ฆาตกรต่อเนื่อง ฆ่าจนเสียชีวิต เนื่องจากต้องการเห็นหน้าฆาตกรรายนี้ที่มีความโหดเหี้ยม และหลายคน แสดงความจำนง ว่าหากตำรวจไม่ควบคุมตัวนายสมคิดไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านจุดเกิดเหตุ ก็จะพากันไปที่ สภ.กระนวน แทน เนื่องจากไม่เห็นด้วย และเรียกร้องให้ตำรวจควบคุมตัวนายสมคิด ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านจุดเกิดเหตุ เพราะเห็นว่านายสมคิดก่อเหตุร้ายแรง ยังไม่เกรงกลัวความผิด แต่กลับเกรงกลัวชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์

สุดท้ายแล้ว ชาวบ้านที่อยู่บ้านนางรัศมี ก็พากันไปที่หน้า สภ.กระนวน จริงๆ รวมตัวกันมากกว่า 300 คน หลายคนชูป้ายมีข้อความว่า “ประหาร“ พร้อมตะโกนส่งเสียงเรียกร้องนำตัวออกมาให้ชาวบ้านได้เห็น

ช่วงดังกล่าว พลตำรวจโทเจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 4 นำพนักงานสอบสวน สภ.น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น สอบปากคำนาย สมคิด อยู่ด้านใน สภ.กระนวน ซึ่งนายสมคิดปฏิเสธจะไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านจุดเกิดเหตุ เนื่องจากเกรงว่าชาวบ้านจะรุมประชาทันฑ์ ทำให้ตำรวจต้องนำตัวนายสมคิด ทำการจำลองแผนประทุษกรรม บ้านที่เกิดเหตุ ภายใน สภ.กระนวน ตั้งแต่ 01.00 น. ก่อนจะสอบสวนต่อในช่วงเช้า

ขณะที่ พลตำรวจโท เจริญวิทย์ ต้องลงมาชี้แจงกับชาวบ้าน ยืนยันว่าจะไม่นำตัวนายสมคิด ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่บ้านจุดเกิดเหตุ เพราะเป็นสิทธิของผู้ต้องหา และได้จำลองแผนประทุษกรรมแล้ว แต่จะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพตามจุดต่างๆ ที่นายสมคิดใช้หลบหนี พร้อมให้ความมั่นใจกับประชาชนว่า พนักงานสอบจะทำสำนวนการสอบสวนอย่างรอบคอบและรัดกุมที่สุด และได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ไว้จำนวนมากแล้ว โดยจะชี้ให้เห็นว่านายสมคิด เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่มีความอันตรายต่อสังคม ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม จากเดิมแจ้งเพียงข้อหาเดียวคือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน กระทำการทารุณโหดร้ายทรมาน โดยได้เพิ่ม ข้อหา ปิดบังซ่อนเร้นศพ และข้อหา ลักทรัพย์หรือรับของโจร

หลังชี้แจง ชาวบ้านส่วนหนึ่งพึงพอใจ ก่อนที่ตำรวจควบคุมฝูงชน จะวางแถวเป็นแนวยางจากห้องควบคุมผู้ต้องหา จนถึงรถตู้ ซึ่งชาวบ้านบางส่วนพยายามเข้ามาชกต่อยนายสมคิด แต่ตำรวจป้องกันเอาไว้ จากนั้นก็ควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพจุดแรกทันที

โดยจุดแรกอยู่ตรงข้ามวัดป่าชัยมงคล อำเภอกระนวน ห่างจาก สภ.กระนวน เพียง 1.5 กิโลเมตร และห่างจากบ้านจุดเกิดเหตุไม่มากนัก โดยนายสมคิด ได้เดินมาจากบ้าน เพื่อมารอขึ้นรถโดยสารสองแถวเข้าไปในเมืองขอนแก่น โดยได้สอบถามจากเจ้าของร้านขายเนื้อสดว่า มีรถเวลาใดบ้าง ก่อนที่นายสมคิด จะเดินขึ้นที่ขับเข้ามาจอดทันที โดยระหว่างทำแผนประกอบคำรับสารภาพนายสมคิด มีสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งบริเวณดังกล่าว ตำรวจได้กั้นระยะห่างไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปได้ประมาณ 100 เมตร เพื่อป้องกันการรุมประชาทัณฑ์ แต่สุดท้าย ก็มีชาวบ้านคนหนึ่ง ใช้กำปั้นทุบเข้าไปที่หลังของนายสมคิด ไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

จากนั้นตำรวจ ควบคุมตัวนายสมคิด ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพต่อที่ ลานจอดรถโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งเป็นจุดที่นายสมคิด ให้การว่าได้ นำรถจักรยานยนต์ของนางรัศมี มาจอดทิ้งไว้ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม ก่อนจะก่อเหตุ และหลังก่อเหตุก็นั่งโดยสารจากบ้านมาในเมืองขอนแก่น ก่อนจะมาเอารถจักรยานยนต์ที่จอดไว้ ขี่หลบหนีไปจังหวัดมหาสารคาม จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดบุรีรัมย์

จุดนี้มีชาวบ้านและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มายืนรอดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพจำนวนมากพร้อมตะโกนว่า และเรียกร้องให้ประหารชีวิตนายสมคิด ทำให้ตำรวจต้องวางกำลังกันอย่างแน่น ซึ่งการทำแผนประกอบคำรับสารภาพใช้เวลาไม่นาน จากนั้นเดินทางไปจังหวัดมหาสารคาม

โดยพื้นที่เทศบาลเมืองมหาสารคาม นายสมคิด ได้แวะดูสถานที่ตามจุดต่างๆ ซึ่งตอนแรกจะนอนพักที่โรงพยาบาลมหาสารคาม

โดยตำรวจ นำตัวนายสมคิด ชี้จุดที่จอดรถจักรยานยนต์ ด้านหลังโรงพยาบาลมหาสารคาม ซึ่งเป็นจุดที่นายสมคิด ขี่รถจักรยานยนต์มาแวะพักรถ ซึ่งตำรวจ นำรถจักรยานยนต์ มาจอดไว้ในที่จอดรถแล้วนำตัวนายสมคิด ลงจากรถตู้มาชี้จุด แล้วรีบนำกลับขึ้นรถตู้ทันที จากนั้นตำรวจ นำตัวนายสมคิด ไปชี้จุดที่ร้านสะดวกซื้อหน้าโรงพยาบาลมหาสารคาม ที่นายสมคิด ซื้อของกินและเติมเงินโทรศัพท์

จากนั้น ตำรวจนำตัวสมคิด เดินทางต่อไปยังจังหวัดร้อยเอ็ด โดยได้แวะที่ สภ.เมืองร้อยเอ็ด เพื่อให้นายสมคิด เข้าห้องน้ำ จากนั้นนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่ห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่ง ถนนสุริยเดชบำรุงกลางเมือง เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด ซึ่งระหว่างหลบหนี นายสมคิด ได้เข้าพัก 1 คืน และที่ร้านค้าหน้าโรงพยาบาลร้อยเอ็ด ซึ่งนายสมคิด แวะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ เพื่อเปลี่ยนอำพรางตัว ก่อนจะเดินทางต่อไปจังหวัดบุรีรัมย์

โดยที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายสมคิด ได้ขี่รถจักรยานยนต์ ไปจอดหน้าตึกศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ก่อนจะเดินปะปนกับญาติผู้ป่วยแล้วไปกางมุ้งเต็นท์นอนในโรงพยาบาลบุรีรัมย์ 1 คืน ซึ่งตำรวจนำรถจักรยานยนต์ ไปประกอบการทำแผนประกอบคำรับสารภาพด้วย ท่ามกลางสายตาของประชาชน ญาติผู้ป่วย และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล มายืนรอดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ จากนั้น ตำรวจควบคุมตัว นายสมคิด เดินทางไปที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ โดยชี้จุดที่ห้องจำหน่ายตั๋วโดยสารและจุดที่นั่งรอขึ้นรถไฟ เพื่อหลบหนี

หลังทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จ ตำรวจควบคุมตัวนายสมคิด เดินทางกลับมาควบคุมต่อที่ สภ.กระนวน จังหวัดขอนแก่น ทันที เพื่อขออำนาจศาลฝากขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น ฝากขังเรือนจำจังหวัดขอนแก่น ให้ทันวันพรุ่งนี้

วันนี้มีความเห็นจากรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ถึงข้อกังวลของสังคมที่ว่า หากผู้ต้องหาอ้างก่อเหตุเพราะบันดาลโทสะ มักได้รับการลดโทษ แต่กรณีของนายสมคิด ถือว่าเป็นการกล่าวอ้างโดยปราศจากความสำนึก

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีที่นายสมคิด รับสารภาพก่อเหตุเพราะบันดาลโทสะว่า คำรับสารภาพของผู้ต้องหาตามกฎหมายแล้วสามารถใช้เป็นเหตุผลในการขอลดโทษในกระบวนการของศาลได้ แต่กรณีของนายสมคิดมีการกล่าวอ้างว่าบันดาลโทสะทำนองเดียวกันนี้ตั้งแต่ปี 2548 ที่ก่อเหตุฆาตกรรม 5 ศพ จึงถือว่าเป็นคำกล่าวอ้างเลื่อนลอย

ดังนั้นหน้าที่สำคัญจึงขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวนที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้แน่นหนา รัดกุมที่สุด เพื่อชี้ให้ศาลเห็นว่านายสมคิดรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่ใช่การรับสารภาพเพราะสำนึกผิด

กรณีที่สังคมเรียกร้องให้นายสมคิดถูกลงโทษประหารชีวิตโดยไม่มีการลดโทษนั้น อัยการสูงสุดเข้าใจความรู้สึกของประชาชนในสังคมเป็นอย่างดี เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีร้ายแรง แต่ต้องขอให้สังคมแยกหลักการออกจากความรู้สึก เพราะการกำหนดบทลงโทษถือเป็นดุลพินิจของศาลที่แม้แต่ทางอัยการก็ไม่สามารถก้าวล่วงได้ แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่สังคมเรียกร้องคือการประหารชีวิตนั้นก็เป็นสิ่งที่กฎหมายได้บัญญัติไว้แล้ว

ด้าน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ออกมาพูดเรื่องเดียวกันว่า เบื้องต้นกรมราชทัณฑ์รายงานผลการตรวจสอบผู้ต้องขังที่มีพฤตินิสัยเข้าข่ายกระทำผิดลักษณะไม่ปกติ เช่นนายสมคิด ที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำทั่วประเทศประมาณ 100 คน ซึ่งผู้ต้องขังกลุ่มนี้ ไม่สามารถใช้กฎหมายปกติพิจารณาได้ โดยกรมราชทัณฑ์จะนำข้อมูลดังกล่าว พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางในการจัดการกับผู้ต้องขังที่ต้องดูแลเป็นพิเศษในวันที่ 25 ธันวาคมนี้

ขณะที่ พันตำรวจเอกณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ระบุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณากลั่นกรองการพักการลงโทษกับคณะกรรมการ ประเด็นสำคัญที่หารือคือการกลั่นกรองให้เข้มงวดมากขึ้นก่อนจะปล่อยตัว ว่าเคยก่อเหตุคดีร้ายแรงอะไรมาบ้าง และเข้าข่ายที่จะได้รับการลดโทษ ลดวันต้องโทษหรือไม่ หรือรายใดบ้างที่ควรได้รับการปล่อยตัว หรือไม่ปล่อยตัวเลย โดยจะนำพฤติการณ์ในคดีมาประกอบการพิจารณา เช่นคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงต้องโทษตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ไม่เข้าเกณฑ์ลดโทษ หรือลดในสัดส่วนที่น้อยมาก ซึ่งต้องกำหนดกติกาให้ชัดเจน