บทสรุป ช้างศึก ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

วันที่ 17 ธ.ค. 2561 เวลา 08:34 น.

Views

ฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ได้จบไปแล้ว เป็นเวียดนามที่ได้แชมป์ไปครอง แต่ในส่วนของทีมชาติไทย คุณธีรัช โพธิ์พานิช จะมาสรุปให้ชม

เริ่มที่วันที่ 9 พฤศจิกายน ทีมชาติไทย ประเดิมสนามนัดแรกของกลุ่มบี อย่างสวยหรู ด้วยการถล่ม ติมอร์ เลสเต ไปถึง 7-0 AK9 อดิศักดิ์ ไกรษร ทำสถิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลไทย เป็นนักเตะไทยคนแรกที่ทำคนเดียว 6 ประตู ในรายการนี้ ขณะที่ ศุภชัย ใจเด็ด ศูนย์หน้าดาวรุ่งของไทย ก็ยิงประตูแรกในการติดทีชาติเป็นครั้งแรก

17 พฤศจิกายน เป็นนัดที่สอง ทีมชาติไทย พบ อินโดนีเซีย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน นัดนี้แม้ว่า ทีมชาติไทย จะโดนนำไปก่อน 1-0 แต่ก็ยังโชวฟอร์มแจ่มสมราคาแชมป์เก่า ไล่เก็บทีละประตูจนแซงชนะไป 4-2 จาก กรกช วิริยะอุดมศิริ, พรรษา เหมวิบูลย์ และ อดิศักดิ์ ไกรษร นำเป็นดาวซัลโวที่ 7 ประตู รวมทั้งปิดท้ายที่ ปกเกล้า อนันต์

21 พฤศจิกายน นัดที่สามของทีมชาติไทย ต้องออกไปเยือนฟิลิปปินส์ ที่เมืองบาโคลอด ที่ห่างจากกรุงมะนิลาไปร่วม 700 กิโลเมตร นัดนี้ เจ้าอาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด ยิงประตูแรกให้ไทยขึ้นนำก่อน 1-0 แต่ถูกเจ้าถิ่นตีเสมอ 1-1 ในนาทีที่ 81 จบนัดนี้ทีมชาติไทยยังเป็นทีมนำของกลุ่ม แต่เริ่มมีกระแสเสียงวิภาควิจารณ์จากแฟนบอลว่า ทีมไทยเน้นเกมรับมากเกินไป จนเป็นเหตุให้ถูกตีเสมอ

25 พฤศจิกายน นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม ไทย กลับมาเล่นในถิ่นของช้างศึก พบกับ สิงคโปร์ นาทีที่ 13 พรรษา เหมวิบูลย์ ขึ้นมาโหม่งให้ไทยนำ 1-0 นาทีที่ 23 เจ้าอาร์ม ศุภชัย ใจเด็ด ย้ำประตูที่สองให้ไทย นำ 2-0 ก่อนที่ อดิศักดิ์ ไกรษร จะยิงนาทีสุดท้ายให้ไทย ชนะไปขาดลอย 3-0 และก็นำดาวซัลโวที่ 8 ประตู พร้อมกับผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ในฐานะแชมป์กลุ่ม

รอบรองชนะเลิศ ไทย พบกับ มาเลเซีย นัดแรก ไทย ต้องไปเยือนมาเลเซียก่อน  

ก่อนเตะรอบรองชนะเลิศ มีกระแสดราม่าเกี่ยวกับการเดินทางของทีมไทย ที่ต้องไปเปลี่ยนเครื่องบินที่เกาะสมุย แทนที่จะเป็นการบินตรงสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์

และกระแสวิพากษ์วิจารณ์เริ่มหนักขึ้น เมื่อบุกไปเสมอกับเจ้าถิ่น 0-0 ท่ามกลางแฟนบอล 87,000 คน เต็มความจุสนามบูกิต จาริล นัดนี้แม้ว่าไทยจะไม่ชนะ แต่ก็ถือว่าไม่เสียหายมากนัก

มาถึงรอบรองชนะเลิศ นัดที่สอง กลับมาเตะที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน นัดนี้แฟนบอลไทยรวมพลังกันมาไม่น้อยหน้า 47,000 กว่าคน เต็มความจุของสนามเช่นกัน

นัดนี้เร้าใจสุด ๆ นาทีที่ 21 เจ้านิว ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ โหม่งให้ไทย นำ 1-0 แต่ว่า ซายาห์มี ยิงไกลตีเสมอให้มาเลเซียเป็น 1-1

ครึ่งหลัง แฟนบอลไทยเฮสนั่น พรรษา เหมวิบูลย์ โหม่งให้ไทยขึ้นนำเป็น 2-1 ในนาทีที่ 63 

แต่นาทีที่ 71 นอร์ซารูล ยิงตีเสมอให้มาเลเซียอีกครั้งเป็น 2-2 มาถึงเวลานี้แฟนบอลไทยเริ่มเครียด เพราะถ้าจบด้วยสกอร์นี้ มาเลเซีย จะเข้ารอบด้วยกฎการยิงประตูทีมเยือนทันที

จนกระทั้งในช่วงทดเวลานาทีสุดท้าย ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อแนวรับของมาเลเซียทำแฮนด์บอลในเขตโทษ ผู้ตัดสินให้เป็นลูกโทษที่สุดโทษกับทีมไทยทันที ท่านกลางแฟนบอลไทยดีใจสุด ๆ เปรียบเสมือนทีมไทยชนะไปแล้ว ตรงกันข้ามของนักเตะมาเลเซียถึงกับถอนใจนอนร้องไห้กันกลางสนาม

อดิศักดิ์ ไกรษร รับหน้าที่ท่ามกลางความกดดันต่อหน้าแฟนบอลเกือบครึ่งแสนในสนาม ยังไม่รวมที่ชมการถ่ายทอดสดทางช่อง 7HD ถ้ายิงเข้าไป ผ่านไปชิงชนะเลิศ แต่ถ้าพลาด ทีมตกรอบ

เสี้ยววินาทีนั้น ที่บอลลอยข้ามคานออกไป ทุกสิ่งทุกอย่างในสนามเงียบกริบเหมือนตกอยู่ในภวังค์ แต่ถูกปลุกให้ตื่นจากเสียงความดีใจของนักเตะมาเลเซียและกองเชียร์ อดิศักดิ์ พลาด ทุกอย่างจบลงแล้ว แม้ว่าจะจบลงด้วยการเสมอกัน 2-2 ทีมไทยตกรอบแบบไม่แพ้ทีมใด แต่ตกรอบด้วยระบบอะเวย์โกลด์ หรือ กฎยิงประตูทีมเยือนพร้อมกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา

ส่วนรอบชิงชนะเลิศ เวียดนาม ได้แชมป์ไปเป็นครั้งที่สอง ในรอบ 10 ปี หลังจากชนะ มาเลเซีย ไปด้วยประตูรวม 3-2

Tag : สนามข่าว 7 สี สนามข่าวกีฬา ข่าวฟุตบอลซูซูกิคัพ 2018 ฟุตบอลซูซูกิคัพ 2018 ฟุตบอล AFF Suzuki Cup 2018