รัสเซียได้รับยกย่อง จัดฟุตบอลโลกดีสุดเท่าที่มีมา

วันที่ 17 ก.ค. 2561 เวลา 16:32 น.

Views

ฟุตบอลโลกปี 2018 ที่รัสเซียจบลงด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของทีมชาติฝรั่งเศส ส่วนเจ้าภาพรัสเซียนั้น คงต้องยอมรับว่า ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมายทั้งในสนามแข่งขันและในด้านการเป็นเจ้าภาพ  เรียกว่าคำกล่าวยกย่องของ จานนี่ อินฟานติโน่ ที่บอกว่า ฟุตบอลโลกปี 2018 ครั้งนี้ เป็นฟุตบอลโลกครั้งที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมานั้น ไม่ได้เป็นคำพูดที่เกินความจริงเลยแต่อย่างใด

เสน่ห์ของฟุตบอลโลกปี 2018 เริ่มตั้งแต่การแข่งขันในรอบแรก ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้ได้ตั้งแต่ในนัดเปิดสนามที่ทีมเจ้าภาพรัสเซียชนะซาอุดีอาระเบียขาดลอย 5-1 แต่คงไม่มีอะไรที่พลิกความคาดหมายมากเท่ากับการที่ทีมแชมป์เก่าเยอรมนีพลาดท่าตกรอบแรก โดยแพ้ทีมเกาหลีใต้แบบหมดสภาพในนัดสุดท้ายของรอบแรก

ตามมาด้วยการตกรอบน็อกเอาต์ของบรรดาทีมเต็งแชมป์อย่าง สเปน, บราซิล และอาร์เจนตินา และแทบไม่มีใครคาดคิดว่า ทีมอังกฤษ ซึ่งเป็นทีมพลังหนุ่มที่แทบไม่มีดาราเลย จะผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ และแทบไม่มีใครคาดคิดเช่นกันว่า ประเทศที่มีประชากรเพียงไม่ถึง 5 ล้าน อย่างโครเอเชียจะก้าวไปไกลถึงขั้นผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ดรามาของฟุตบอลโลก 2018 ยังไม่ได้จบลงเพียงแค่นั้น ในช่วงท้ายเกมยังมีการทำประตูกันมากมายกว่าฟุตบอลโลกทุกครั้งที่ผ่านมา คือมีการทำประตูในนาทีที่ 90 และช่วงต่อเวลาพิเศษมากถึง 9 ประตู ทำลายสถิติปี 2014 ที่บราซิลขายลอยถึง 5 ประตู เรียกว่าหลายนัดแฟนๆลุ้นกันจนถึงวินาทีสุดท้ายเลยก็ว่าได้

ฟุตบอลโลกทุกครั้งย่อมมีการแจ้งเกิดของนักเตะซูเปอร์สตาร์ ครั้งนี้ก็เช่นกันแม้ ลีโอเนล เมสซี, เนย์มาร์ และ คริสเตียโน โรนัลโด จะไม่สามารถสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมสมกับที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์ของโลกในยุคนี้ได้ แต่ก็ยังมีนักเตะดาวรุ่งที่สามารถแจ้งเกิดในสังเวียนฟุตบอลโลกได้อย่างเต็มตัว เขาคือ คิลิยัน เอ็มบัปเป กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสวัย 19 ปี

เจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากเปเล่ ที่สามารถทำประตูในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกได้!

สีสันอีกอย่างหนึ่งของฟุตบอลโลกปี 2018 คือ VAR หรือบันทึกภาพช่วยผู้ตัดสิน ที่ถูกนำมาใช้ในฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ผลคือทำให้มีการตัดสินให้จุดโทษรวมถึง 22 ครั้ง สูงเป็นสถิติเลยทีเดียว แม้ตอนแรกจะมีความสับสนอยู่บ้าง แต่ในเวลาไม่นานทุกฝ่ายก็ยอมรับว่า มันทำให้การตัดสินเป็นไปอย่างยุติธรรมมากขึ้น นักเตะของทุกทีมก็ต้องปรับตัวว่า จะทำผิด หรือเล่นละครตบตาผู้ตัดสินแบบเดิมๆ อีกไม่ได้

มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีการยิงประตูเกือบทุกนัด ยกเว้นนัดที่ฝรั่งเศสเสมอกับเดนมาร์กในรอบแรกเพียงนัดเดียวที่จบลงแบบทำประตูกันไม่ได้ การทำประตูจากลูกตั้งเตะเป็นอีกหนึ่งความโดดเด่นของฟุตบอลโลก 2018 เพราะมีอัตราการทำประตูจากลูกนิ่งสูงถึง 43% สูงสุดเท่าที่เคยมีมาอีกเช่นกัน เทียบกับเมื่อ 4 ปีที่แล้วต่างกันถึง 14% เลยทีเดียว

นัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2018 ก็เป็นนัดชิงแห่งความทรงจำอีกนัดหนึ่ง แม้โครเอเชียจะเสียเปรียบที่ลงแข่ง 120 นาทีติดต่อกันมาถึง 2 นัด แต่พวกเขาสวมหัวใจสิงห์สู้กับทีมเต็งแชมป์อย่างฝรั่งเศสได้อย่างสนุกสนานเร้าใจ หากไม่เป็นเพราะลูกจุดโทษที่น่ากังขา ผลการแข่งขันอาจไม่ได้จบลงด้วยสกอร์ที่ขาดลอยถึง  4-2

ชัยชนะของทีม"ตราไก่"ฝรั่งเศส ทำให้ทฤษฏีที่ว่าทีมที่สวมเสื้อสีฟ้าหรือสีน้ำเงินจะคว้าแชมป์โลก ในปีที่ลงท้ายด้วยเลข 8 ยังคงยืนยาวต่อไป!

ส่วนรัสเซียเจ้าภาพ ถือว่า สอบผ่านด้วยมาตรฐานเกรดเอ ปัญหาเรื่องแฟนบอลอันธพาล หรือกลุ่มหัวรุนแรงเหยียดเชื้อชาติที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงกันไว้ แทบไม่ปรากฏให้เห็นเลย ชาวรัสเซียท้องถิ่นเองก็ต้อนรับขับสู้แฟนบอลและนักท่องเที่ยวจากต่างแดนอย่างอบอุ่น ภาพลักษณ์ในแง่ลบของประเทศรัสเซียในสายตาชาวโลกแปรเปลี่ยนไปในทางบวก ชนิดที่แม้แต่ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียเอง ยังต้องประหลาดใจ

ฟุตบอลโลกปี 2018 จึงเป็นฟุตบอลโลกแห่งความทรงจำอีกครั้งหนึ่งและทำให้กาตาร์เจ้าภาพฟุตบอลโลกครั้งต่อไปในปี 2022 ต้องทำการบ้านอีกมาก หากต้องการประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพ อย่างไม่น้อยหน้ารัสเซีย!